เวทีวิชาการถกปัญหาผู้ลี้ภัย วอนรัฐยึดหลักสากลส่งคนกลับประเทศ "อ.นิติฯจุฬาฯ" ชี้ ถ้าหนีเข้ามาด้วยความกลัวไม่ควรส่งกลับ "อนุกรรมการสิทธิ์"แนะรัฐบาลงัดพรบ.คนเข้าเมืองจัดระเบียบ "ทหาร" แจงเหตุคนทะลักเพราะมีหน้าที่ดูแลผู้ถูกคุกคามตามชายแดน โยน เป็นหน้าที่ตำรวจหากพ้นชายแดน
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมจุมภฎ-พันธุ์ทิพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการเสวนาวิชาการเรื่อง "การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการไม่ผลักดันกลับ : จากหลักการสู่แนวนโยบายและปฏิบัติ" โดยมีวิทยากรจากหลายภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีผู้ร่วมรับฟังการเสวนาประมาณ 30 คน
ศ.ดร.วิฑิต มันตราภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่มีคนหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยนั้น เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ของประเทศเดิมที่เขาจากมาเป็นอันดับแรก รวมทั้งต้องเข้าใจว่าประเทศที่เขาจากมากระทำเช่นใดกับเขา มีเหตุเพียงพอให้ลี้ภัยอยู่ในประเทศเราหรือไม่ นอกจากนี้ต้องพิจารณาความรู้สึกของเขาดูว่าหนีมาเพราะความกลัวหรือไม่ ถ้าเขากลัวก็มีหลักว่าห้ามผลักดันเขากลับไปเจอในสิ่งที่เขากลัว อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้ดำเนินการตามหลักการของสากลและยังคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ลี้ภัยอย่างเกินขอบเขตและก็ไม่ได้คุกคามหรือผลักดันกลับ
ศ.ดร.วิฑิต กล่าวอีกว่า ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมามีทั้งกรณีโรฮิงญาซึ่งหนีจากการถูกเจ้าหน้าที่พม่าประหัตประหาร รวมทั้งกรณีม๊งลาว 4,500 คน ซึ่งต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ที่ลี้ภัยมาจริงที่มีประมาณ 200 คนนั้น เราไม่มีสิทธิผลักดันกลับ และ2.ที่เข้ามาใหม่ ควรจะตรวจสอบด้วยวิธีการโปร่งใสเสียก่อน เพราะหากพวกเขาไม่ได้รับความดูแลจากรัฐเขาแล้ว เขาก็ควรได้รับการดูแลจากรัฐเรา
ด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก รองประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ กล่าวถึงการดำเนินการต่อผู้ลี้ภัยบนพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนด้วยหลักการไม่ผลักดันกลับว่า ประเทศไทยลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 ข้อ14(1)ที่ระบุว่า
"บุคคลมีสิทธิที่จะแสวงหาและพักพิงในประเทศอื่นเพื่อลี้ภัยการกดขี่ข่มเหง ซึ่งเรื่องนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 บัญญัติชัดเจนเช่นเดียวกันว่า "รัฐไทยจะต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว และจะละเมิดไม่ได้" นอกจากนี้ยังมีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 ที่ระบุถึงหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณารับรองสถานภาพผู้ลี้ภัยและแนวทางการ คุ้มครองระหว่างประเทศ แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับดังกล่าว แต่ส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ กล่าวโดยสรุปคือหากผู้ลี้ภัยไม่สมัครใจกลับมาตุภูมิก็ไม่มีสิทธิที่จะผลักดันให้ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นกลับได้ ทั้งนี้แนวทางที่ประเทศไทยใช้แก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยมี 2 แนวทางคือ1.ส่งกลับประเทศ 2.ให้ประเทศที่สามรับไป ซึ่งแตกต่างกับหลักระหว่างประเทศที่ระบุว่าให้ประเทศที่สอง(คือประเทศไทย)ดูแลไว้ก่อน นั่นเป็นเพราะประเทศไทยไม่มีความพร้อมจะดูแล ทั้งนี้ขอเสนอให้รัฐบาลใช้กฎหมายตามมาตรา17 ของพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ.2522 ที่ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการกำหนดวิธีการจัดการผู้ลี้ภัย อาทิ การกำหนดบริเวณพำนัก หรือการเรียกรายงานตัวฯลฯ
สำหรับผู้แทนจากกรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงภารกิจของทหารต่อสถานการณ์ผู้ลี้ภัยว่า ภารกิจอย่างแรกของทหารตามแนวชายแดนไทย-พม่า คือต้องรับผู้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้พ้นจากการถูกคุกคามก่อน ทำให้ที่ผ่านมาไม่สามารถควบคุมจำนวนเฉพาะผู้ลี้ภัยได้ เนื่องจากมีทั้งผู้ที่ลี้ภัยจริงและผู้ที่เคยเข้ามาแล้วและเข้ามาอีก ทั้งนี้จำนวนล่าสุดของผู้ลี้ภัยชาวพม่าในขณะนี้เหลือประมาณกว่า 1 พันคนเท่านั้น ส่วนประเด็นม๊งลาวเขาได้เข้ามาในประเทศไทยด้วยการอ้างสาเหตุทางเศรษฐกิจและต้องการผ่านประเทศไทยเพื่อจะไปประเทศที่สามคือสหรัฐอเมริกา หากดูตามกรอบข้อตกลงในการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับระหว่างไทยกับลาว จะพบว่าเป็นไปด้วยความค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างไรก็ตามเมื่อประเทศลาวมีเงื่อนไขภายในและต้องการให้ประเทศไทยส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับโดยเร็ว จึงเป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการส่งตัวม๊งกลับ ทั้งนี้ยืนยันว่าเป็นการส่งตัวกลับประเทศด้วยความละมุนละม่อมตามนโยบายของรัฐมากที่สุด
"อย่างไรก็ตามทหารรับผิดชอบเพียงส่วนเดียวคือบริเวณชายแดน ถ้าเราสกัดกั้นผู้หลบหนีเข้าเมืองได้ก็จะพยายาม แต่ส่วนของผู้ลี้ภัยนั้นเรารับตามนโยบายของรัฐบาล แต่ขอเรียนว่าหากเลยจากแนวชายแดนแล้วก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการ"
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2553 19:29 น.